หลังจากที่เดินสายทัวร์ข้ามทวีปตั้งแต่ลอสแองเจลิสไปจนถึงไทเปกันมาแล้ว ในที่สุด Travis Japan ก็ปิดฉากเวิลด์ทัวร์ที่รอคอยกันมานาน ณ กรุงเทพ ประเทศไทย
วงซึ่งเป็นที่รู้จักจากการแสดงอันทรงพลังและความมุ่งมั่นสู่เวทีโลกนับตั้งแต่เดบิวต์กับค่าย STARTO ENTERTAINMENT สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในค่ำคืนนี้ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยมีแฟนๆ จากทั่วเอเชียมาร่วมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้มากมาย
สำหรับรายงานพิเศษครั้งนี้ Dumpling Box ได้รับเกียรติจากคุณ Nisa ที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตและเก็บรวบรวมพลัง ความรู้สึก และความผูกพันที่ทำให้โชว์ปิดท้ายเวิลด์ทัวร์ของ Travis Japan น่าประทับใจสุดๆ

พอ Travis Japan ประกาศเวิลด์ทัวร์รอบสอง ฉันดีใจมากที่ได้รู้ว่าพวกเขาจะมาแสดงที่กรุงเทพอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะกรุงเทพอยู่ใกล้มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของฉันเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสของแฟนๆ Travis Japan ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะได้มารวมตัวกันเพื่อพบเจอ Travis Japan แบบใกล้ชิดได้ง่ายๆ
พอมีการประกาศรายละเอียดทัวร์เพิ่มเติม ก็ได้รู้ว่าสถานที่จัดงานที่กรุงเทพคือธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ซึ่งใหญ่กว่ายูเนียนฮอลล์เมื่อปีที่แล้วถึงสามเท่า ถึงฮอลล์จะใหญ่ขึ้นแต่ตั๋วขายหมดเกลี้ยงไวมาก! ได้เห็นการสนับสนุนที่ล้นหลามขนาดนี้ก็ดีใจมาก รู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Travis Japan ในการโกอินเตอร์ไปอีกขั้น
วันออกเดินทางสู่สถานที่จัดงาน
เครื่องบินลงจอดที่กรุงเทพในวันคอนเสิร์ตพอดี แม้ว่าจะมีไฟลท์ดีเลย์และสภาพอากาศครึ้มฝนก็ตาม แต่ทันทีที่เดินข้ามสะพานลอยมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงาน เราก็เห็นโปสเตอร์ของเมมเบอร์ Travis Japan ติดเรียงอยู่บนส่วนโค้งของหลังคาธันเดอร์โดม รู้สึกเหมือนฝันมาก แค่ได้เห็นใบหน้าของพวกเขาโดดเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ากว้างก็รู้สึกมีความสุขแล้ว พวกเขาเยือนที่นี่แล้วสินะ เส้นทางบนสะพานลอยนี้เป็นมากกว่าแค่ทางเดินธรรมดาทั่วไป เพราะนี่คือโมเมนต์ของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การแบ่งปันประสบการณ์ครั้งสำคัญร่วมกับแฟนๆ ทุกคน หลายคนรวมถึงฉันหยุดเพื่อถ่ายรูป แหงนมองด้วยความประทับใจ หรือเพียงแค่สูดลมหายใจซึมซับบรรยากาศ ยังไม่ทันก้าวเข้าไปในพื้นที่คอนเสิร์ต เราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พิเศษแล้ว
บรรยากาศก่อนเริ่มคอนเสิร์ต
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดคอนเสิร์ต ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในงานเทศกาลของ Travis Japan เลย ทั้งบรรยากาศเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความตื่นเต้น มีทั้งบูธขายอาหาร บูธขายสินค้าออฟฟิเชียล แพแนล Travis Japan ขนาดใหญ่ที่กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิต และโซนที่จัดไว้สำหรับให้แฟนๆ ได้มารวมตัวกัน
บรรยากาศรอบตัวคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคลอไปกับเพลงจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด VIIsual ของ Travis Japan ดังกระหึ่มจากลำโพง รวมกับเสียงพูดคุยของแฟนๆ จากหลายที่ที่มารวมตัวกันรอบบริเวณงาน ทำให้รู้สึกจริงๆ ว่าพวกเรามารวมกันเพราะความรักในสิ่งเดียวกัน
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือแถวบูธอาหารที่ตกแต่งตามธีมเพลงของ Travis Japan แต่ละบูธออกแบบได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่อาหารธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
บูธอาหารที่มีให้บริการในงานประกอบไปด้วย

Would You Like One? Ramen: ร้านราเม็งที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซิงเกิลชื่อเดียวกันของ Travis Japan เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Dream Animals: THE MOVIE ที่ Genta ให้เสียงเป็น Lion-kun ในมิวสิกวิดีโอ เมมเบอร์ยังสวมบทเปิดร้านราเม็งของตัวเองด้วย และบูธนี้ก็ทำให้คอนเซปต์นั้นกลายเป็นจริง แค่ได้เห็นก็ยิ้มออกมาแล้ว
Okie Dokie Burger: ตั้งชื่อตามเพลงหนึ่งฮิตที่สุดของ Travis Japan เสิร์ฟแฮมเบอร์เกอร์สไตล์คลาสสิกที่อร่อยมาก เข้ากับไอเดียของเพลงที่เปรียบเสมือน “อาหารอันเป็นที่รักที่อร่อยเกินต้าน”
Candy Kiss Ice Cream: ไอศกรีมหวานฉ่ำสมชื่อ มีหลายรสให้เลือก เสิร์ฟพร้อมกระดาษรองเก๋ๆ ลายเสือพยัคฆ์ที่เป็นตัวแทนเมมเบอร์แต่ละคน เรากับเพื่อนเลือกสั่งรสกะทิมา รสชาติเข้มข้น เนียนนุ่ม และอร่อยมาก น่าเสียดายที่รสชาไทยขายหมดก่อนที่เราจะไปถึง

Say I Do Café: บูธเครื่องดื่มที่เห็นแล้วอดใจไม่ไหวตามชื่อ ทำแบรนด์ออกมาน่ารักดี แถมเมนูเครื่องดื่มก็สดชื่นเข้ากับอากาศร้อนๆ ได้ดีมาก
บริเวณที่นั่งเต็มไปด้วยแฟนๆ ที่กำลังเอนจอยกับอาหาร พูดคุยกัน ถ่ายรูป และซึมซับบรรยากาศก่อนเริ่มคอนเสิร์ต แม้ว่าฉันจะไปถึงช้ากว่าที่วางแผนไว้เล็กน้อย แต่เราก็ยังได้ลองเมนูธีมพิเศษอยู่ดี และมันก็เป็นวิธีที่ช่วยพาเราเข้าสู่โหมดคอนเสิร์ตได้อย่างสนุกสนาน
ทุกอย่างที่จัดมาด้านนอกลานคอนเสิร์ตเพิ่มความพิเศษเข้ามา นี่ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเฉลิมฉลองให้กับตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ของ Travis Japan รู้สึกได้เลยว่าพวกเขาใส่ใจรายละเอียดเป็นอย่างดีเพื่อให้ช่วงเวลานี้น่าจดจำมากขึ้น
บริเวณที่จัดงานมีการออกแบบมาเป็นอย่างดี แฟนๆ สามารถเพลิดเพลินได้โดยที่ไม่ต้องต่อแถวยาวเหยียด มีทั้งจุดแลกบัตรคอนเสิร์ต บูธขายสินค้าออฟฟิเชียล บูธอาหาร จุดถ่ายรูป และแบนเนอร์โปรเจกต์จากแฟนๆ ที่จัดวางไว้อย่างดีเพื่อป้องกันความแออัด
ไม่แปลกใจเลยที่แถวที่ยาวที่สุดคือจุดถ่ายรูปกับพาแนลใหญ่ของ Travis Japan เรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์ของงานเลยก็ว่าได้ (ตอนแรกเห็นแถวยาวเลยคิดว่าเดี๋ยวกลับมาถ่ายทีหลัง แต่สุดท้ายลืมเฉยเลย เสียดายมาก ฮือ)
ฉันไปแลกบัตรเข้างาน ส่วนเพื่อนฉันก็ไปต่อแถวซื้อสินค้า แบ่งหน้าที่กันแล้วประหยัดเวลาไปได้เยอะ สินค้าที่วางขายมีทั้งไอเท็มใหม่อย่างเสื้อยืด สายห้อยโทรศัพท์ และสติกเกอร์ รวมถึงสินค้าที่คุ้นเคยจากทัวร์ที่ญี่ปุ่นอย่างหมวก TJ หรือเพนไลต์ก็มีเหมือนกัน
การจัดงานเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นระบบ พื้นที่ถูกใช้สอยอย่างคุ้มค่าแต่ยังคงความคึกคักและมีชีวิตชีวา แฟนๆ ทุกคนมีเวลาให้เดินสำรวจงาน เข้าร่วมโปรเจกต์แฟนคลับ หาอาหารทาน และซึมซับกับบรรยากาศก่อนโชว์จะเริ่ม เป็นประสบการณ์ที่ราบรื่นและอิ่มเอมใจอย่างแท้จริง
เดินเข้าลานคอนเสิร์ต
เดินเข้าคอนเสิร์ตได้อย่างราบรื่น คนถือบัตร VIP ได้สิทธิ์เข้าก่อน พร้อมมีช่วงมีทแอนด์กรีท 10 นาทีกับ Travis Japan ซึ่งเป็นประสบการณ์พิเศษมาก ได้เจอและพูดคุยกับพวกเขาในลุคธรรมดาก่อนโชว์เริ่ม เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมาก
หลังจากนั้น คนมีบัตรปกติสามารถเข้าได้ตามที่นั่งที่กำหนด โดยมีพี่ๆ สตาฟคอยดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นระเรียบและรวดเร็ว มีจุดตรวจกระเป๋าเพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้มีสิ่งของที่มาบดบังระหว่างคอนเสิร์ต เช่น แท่งเซลฟี่หรือป้ายใหญ่ๆ ทุกคนเดินเข้ามายังที่นั่งของตัวเองได้อย่างราบรื่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทุกคนตั้งตารอคอนเสิร์ตเริ่มอย่างใจจดใจจ่อ
คอนเสิร์ต
พลังในอารีน่าพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เมื่อเหล่าแฟนๆ ตะโกนเรียก “TORAJA! TORAJA!” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของวง Travis Japan ตัวฉันเองก็ร่วมส่งเสียงและโบกแท่งไฟไปพร้อมกันด้วย เสียงแฟนชานท์กระหึ่มไปทั่วฮอลล์ธันเดอร์โดม ทันใดนั้น มีเสียงประกาศแนะนำเมมเบอร์แต่ละคนอย่างทรงพลัง ชื่อของพวกเขาสว่างขึ้นบนเวทีเป็นไฟ LED เมื่อประกาศถึงชื่อใคร ไฟก็จะสว่างขึ้นพร้อมเสียงเฮจากผู้ชม และทันทีที่ตัวจริงปรากฏตัวเข้าสู่เวที เสียงกรี๊ดและความตื่นเต้นก็ปะทุขึ้นอย่างเต็มที่
พวกเขาเปิดตัวด้วยเพลงสนุกๆ อย่าง “Crazy Crazy” และคอนเสิร์ตก็เริ่มต้นขึ้นด้วยพลังเกินร้อย ในตอนนั้นฉันจับจ้องที่พวกเขาด้วยความตื่นตะลึง ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้เห็นพวกเขาตัวเป็นๆ ด้วยตาตัวเอง พวกเขามาพร้อมกับชุดเครื่องแบบนักเรียนกักคุรัน เข้ากับสไตล์ในเอ็มวี “Crazy Crazy” ฉันสังเกตว่าเมมเบอร์แต่ละคนแม้จะอยู่ในคอนเซปต์เดียวกัน แต่ก็แต่งออกมาในแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ยิ่งดูโดดเด่นบนเวที
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ขึ้นเวที พวกเขาก็ปลุกพลังของทั้งฮอลล์ได้อย่างง่ายดาย การเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงแต่ยังคงความขี้เล่นเอาไว้ เหมือนเป็นจังหวะที่สมบูรณ์แบบระหว่างสเต็ปเท้าที่เฉียบคมกับท่าเต้นที่พลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ ดูเมื่อไหร่ก็มีความสุข หยุดโยกตัวตามไม่ได้เลย
พอมาถึงกลางเพลง เมมเบอร์ทั้งหมดวิ่งไปยังเวทีกลางเรียกเสียงเฮอย่างถล่มทลาย การเปลี่ยนแปลงฟอร์เมชันที่ฉับไวผสานเข้ากับบรรยากาศสุดคึกคัก ทำให้เห็นชัดว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องเป็นหนึ่งในความทรงจำที่พิเศษที่สุดแน่นอน
หลังจากสร้างความมันสะเทือนฮอลล์ไปแล้วกับ “Crazy Crazy” ก็ไม่รอช้า ไปกันต่อกับเพลง “Love Tag” การแสดงเพลงนี้มีเสน่ห์พิเศษอยู่ในตัว ด้วยท่าเต้นที่ลื่นไหลแต่คงความเข้มข้น แถมยังมีจังหวะเย้ายวนที่เข้ากับอารมณ์เพลงอย่างลงตัว ผู้ชมในฮอลล์ส่งเสียงกันสุดแรง และโมเมนต์ที่ทำให้กรี๊ดแตกลั่นฮอลล์คือตอนที่ Umi ตะโกนว่า “LOVE TAG!!” แบบสุดเสียง แน่นอนว่านี่คือสัญญาณที่บอกให้แฟนๆ ตะโกนตอบกลับอย่างพร้อมเพรียง
แม้ท่าเต้นจะหนักและซับซ้อน แต่เมมเบอร์ก็ร้องสดแบบเต็มที่ พร้อมปรับน้ำเสียงให้สอดรับกับอารมณ์ของฮอลล์ เสียงร้องยังคงมั่นคง แข็งแรง และเสถียรอย่างน่าทึ่ง การเต้นเป๊ะทุกจังหวะพร้อมรักษาคุณภาพเสียงให้ยอดเยี่ยมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การทำได้ดีสม่ำเสมอคือเสน่ห์ที่ทำให้โชว์ของวง Travis Japan เป็นสิ่งที่น่าประทับใจเสมอ
หลังจากโพสท่าสุดท้ายให้เพลง “Love Tag” Umi ยังคงรักษาพลังความตื่นเต้นเอาไว้ด้วยการพาเข้าช่วงตอบโต้กับแฟนๆ เขาตะโกนว่า “Watch you level up!” และแฟน ๆ ตอบกลับพร้อมกันว่า “Play you like a Game Boy!” เป็นแฟนชานท์สั้นๆ ที่ติดหูมาก ยิ่งตะโกนซ้ำๆ ในจังหวะที่หลากหลายแล้วก็ยิ่งสร้างพลังระหว่างวงกับผู้ชม เพลงของ Travis Japan หลายเพลงมีโมเมนต์แบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับคนดูจริงๆ
ช่วงตอบโต้ไหลลื่นต่อเข้าช่วงแนะนำวงอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Travis Japan จาก Umi ด้วยประโยค “Just dance together, we are…!!” ตามมาด้วยเสียงตะโกนอย่างทรงพลัง “Travis Japan!!”
ทันทีที่ได้ยินคิวนี้ เพลง “LEVEL UP” ก็ดังขึ้นมาในทันที เป็นหนึ่งในเพลงหลักของอัลบั้มที่กลายเป็นเพลงประจำคอนเสิร์ตไปแล้วในปัจจุบัน
พวกเขาไม่รอช้า เริ่มโชว์เพลงใหม่ในทันทีโดยไม่โชว์ความเหนื่อยล้าให้เราเห็นเลย “LEVEL UP” รักษาพลังงานให้พุ่งสูงไว้ด้วยซาวด์ธีมเกม แสงไฟที่เจิดจ้า และเนื้อเพลงที่สนุกสนาน ถ่ายทอดตัวตนของ Travis Japan ออกมาได้อย่างชัดเจน แถมเป็นเพลงสอดแทรกทั้งชื่อเสียงและจิตวิญญาณของวงไว้อย่างโดดเด่น ทั้งชื่อและธีมของเพลงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการฉลองและการประกาศเป้าหมายของวงในการก้าวขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เปิดฟัง ฉันก็รู้สึกได้แรงฮึดในการอัพเลเวลให้ตัวเองเหมือนกัน
พวกเขาเดินกลับมายังเวทีหลักพร้อมบีทที่กึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ ร่วมตะโกน “TJ! TJ!” พร้อมกับคนดู “BO$$Y” เวอร์ชันนี้คือของขวัญชิ้นพิเศษ รีมิกซ์ใหม่ล่าสุดจาก ☆Taku Takahashi วง m-flo ซึ่งปล่อยเฉพาะในเวอร์ชัน Standard ของ อัลบั้ม VIIsual ตัวเพลงถูกยกระดับให้กลายเป็นเพลงแดนซ์แอนเธมแบบเต็มพิกัด ทั้งเวทีถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคลับด้วยแสงไฟวิบวับและเบสหนักแน่น
เมื่อบีทดรอป Machu ตะโกนสุดเสียง “Travis Japan World Tour 2025 VIIsual มาเริ่มกันเล้ย!!” จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเต้นอีกครั้งท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่ม สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือท่าเต้นใหม่ที่ออกแบบพิเศษสำหรับเวอร์ชันรีมิกซ์นี้ เป๊ะ ปัง และเร็วมาก โชว์เทคนิคการล็อกท่าและความพร้อมเพรียงของวงอย่างชัดเจน
แสงไฟค่อยๆ ดับลง มีวิดีโอขึ้นฉายบนเวที เล่าเกี่ยวกับแรงบันดาลใจในช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในอเมริกา
บนหน้าจอปรากฏภาพเมมเบอร์ทั้งหกของ Travis Japan ใช้เวลายามเย็นพูดคุย หัวเราะ และทำบาร์บีคิวด้วยกัน ไม่นาน Noel ได้รับข้อความจากเมมเบอร์คนอื่นที่บอกว่ากำลังรอเขาอยู่ เขาหยิบกระเป๋าแล้วเดินผ่านประตูไป เหมือนกำลังจะไปร่วมสมทบกับทุกคนในไม่ช้า
โมเมนต์นี้กระแทกใจฉันอย่างแรง Noel เพิ่งกลับมาร่วมวงได้ไม่นานหลังจากห่างหายไปเกือบหกเดือน ภาพที่เห็นทำให้ฉันรู้สึกหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก และมันทำให้ฉันตระหนักว่าฉันรักทั้งเจ็ดคนนี้มากแค่ไหน การได้อยู่ในฮอลล์ร่วมกับพวกเขาคือความสุขที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ฉันอยากเก็บคอนเสิร์ตครั้งนี้ไว้ให้กลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดร่วมกันจริงๆ
ช่วงวิดีโอคั่นกินเวลาไม่นาน แปลว่าพวกเขามีเวลาเปลี่ยนชุดเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของไอดอลค่าย STARTO คือความสามารถในการเปลี่ยนชุดที่เร็วเป็นพิเศษ เมื่อเมมเบอร์ปรากฏตัวบนเวทีอีกครั้ง ชุดของพวกเขาเปล่งประกายระยิบระยับใต้แสงไฟบนเวที
การแสดงถัดไปเปิดฉากด้วยธีมเพลงแจ๊ส เป็นสไตล์ที่เข้ากับ Travis Japan ได้อย่างสมบูรณ์แบบ Noel ปรากฏตัวคนแรก พร้อมไมโครโฟนตั้งพื้นดีไซน์หรูหราตกแต่งสวยงาม ตลอดทั้งเพลง ไมโครโฟนถูกส่งต่อไปยังเมมเบอร์แต่ละคน เพิ่มเสน่ห์ของความเป็นละครเวทีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโชว์มิวสิคัลสั้นๆ ที่ทุกคนขยับตัวอย่างพร้อมเพรียง ด้วยสีหน้าและท่วงท่าที่เต็มไปด้วยอารมณ์
ทันใดนั้นเอง เวทีก็มืดลง เมมเบอร์เริ่มแสดงเพลง “finger dance,” ที่มีเพียงปลายนิ้วของพวกเขาที่เรืองแสงสีม่วง การขยับตัวที่เป๊ะทำให้ดูรวมๆ กันแล้วเหมือนเป็นดอกไม้ไฟดวงเล็กๆ แตกกระจายอยู่กลางอากาศ ล็อกท่าเข้ากับจังหวะเพลงอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการแสดงที่ทั้งสร้างสรรค์และใช้ความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนต่างทึ่งไปตามๆ กัน
สิ่งหนึ่งที่ Travis Japan ทำให้ดีเสมอในคอนเสิร์ตคือโฟลว์ ทุกการเปลี่ยนผ่านในแต่ละช่วงลื่นไหลดีมาก ธีมแจ๊สเชื่อมโยงกับเพลงต่อไปได้เป็นอย่างดี ในโมเมนต์ที่เมมเบอร์โยนหมวกขาวไปทางด้านข้างเวที นั่นละคือจุดเริ่มต้นของเพลง “Tokyo Crazy Night” ที่ยังคงความเป็นแจ๊สในโทนเดียวกัน
เพลงนี้เปิดโอกาสให้ Machu ได้เป็นจุดเด่น ซึ่งก็เหมาะมากเพราะเดิมทีเพลงนี้ทำมาประกอบเรื่อง Tokyo Camoflauge ที่เขารับบทนำ มีโมเมนต์น่ารักเกิดขึ้นด้วย เมื่อหมวกของ Machu ไม่ยอมหล่นไปข้างเวที (เหมือนอยากแย่งสปอตไลต์ซะเอง) แล้วปลิวไปตกใกล้ๆ Shizu แต่ Shizu ไม่หลุดคาแรกเตอร์เลยสักนิด หยิบหมวกขึ้นมาระหว่างเต้นแล้วปาออกไปอย่างแนบเนียน ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเป็นมืออาชีพ ทำให้เห็นได้เลยว่า Travis Japan จัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดีแค่ไหน
พาร์ตนี้เสียงร้องอันทรงพลังของ Machu เฉิดฉายออกมาตลอดทั้งเพลง ในส่วนของท่าเต้นก็เน้นให้เห็นช่วงแขนยาวๆ กับปลายนิ้วสวยๆ ของเขาอย่างเต็มที่ ช่วงที่เด่นที่สุดคือตอนที่สปอตไลต์โฟกัสไปที่เขาในท่อน “oboreru made” (“จนกว่าฉันจะจมลง”) สื่อให้เห็นถึงธีมเพลงที่ว่าด้วยการถูกความรักกลืนกินได้อย่างชัดเจน เป็นการแสดงที่ผสมผสานทั้งพลังและความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ได้อย่างลงตัว สร้างความประทับใจให้กับคนดูไปตามๆ กัน เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรดจาก Travis Japan ที่ชอบที่สุดเลย ทำให้นึกถึงซีรีส์เรื่องนั้น และยิ่งรู้สึกได้ว่าเพลงนี้เหมาะกับการเป็นเพลงประกอบมาก
จังหวะดนตรีค่อยๆ ช้าลง เหมือนเปิดพื้นที่ให้ทั้งพวกเขาและคนในฮอลล์ได้พักหายใจบ้าง เพลงต่อไปคือ “Whiskey and Tonic” เพลงสบายๆ ที่ยังมีกลิ่นอายแจ๊สอยู่เต็มเปี่ยม เมมเบอร์ร้องพลางเดินไปรอบๆ เวทีอย่างนุ่มนวล บางจังหวะก็หันมายิ้มและสบตากันเบาๆ เข้ากับความอ่อนโยนของเพลงนี้ได้เป็นอย่างดี
ตัวเพลงเองก็มีความหมายพิเศษอยู่แล้ว เพราะ Machu เป็นคนแต่ง เขาเล่าเองว่าเมืองหนึ่งจะสวยขึ้นได้อย่างไร วันเวลาจะสว่างสดใสได้ยังไง ทั้งหมดนั้นมีสาเหตุมาจากความรักที่ได้รับจากคนสำคัญเพียงคนเดียว บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณปนความโรแมนติกที่ไม่หวือหวา
ระหว่างเพลง หนึ่งในไฮไลต์ที่เด่นมากๆ มาจาก Shime และ Shizu ทั้งคู่มีโมเมนต์น่ารักๆ ด้วยการสบตากันก่อนที่จะค่อยๆ เอาหน้าผากแตะกันเบาๆ ทำเอาแฟนๆ กรี๊ดลั่นในทันที
พอการแสดงใกล้จบลง เมมเบอร์แต่ละคนก็ค่อยๆ ก้าวลงจากเวทีทีละคนหลังร้องท่อนของตัวเองจบ ทิ้งสปอตไลต์ไว้เบื้องหลัง เหมือนตั้งใจให้อารมณ์บัลลาดยังคงค้างคาอยู่
Noel ร้องท่อนสุดท้ายได้เพราะมาก พอเสียงของเขาค่อยๆ จางลง ผ้าม่านสีขาวก็ร่วงลงมา แค่นั้นก็ทำให้แฟนๆ ขนลุกทั้งฮอลล์ ส่งเสียงกรี๊ดด้วยความตื่นเต้น เพราะผ้าม่านคือสัญญาณบอกว่าเพลงที่ทุกคนรอคอยมากที่สุดเพลงหนึ่งของ Travis Japan (และโหดสุด) กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพลงนั้นมีชื่อว่า “Rush“
ด้านหลังม่าน เมมเบอร์กลับมาอีกครั้งในแจ็คเก็ตสีขาวระยิบระยับเหมือนเคย แต่คราวนี้มาแบบจัดเต็มสุดๆ ด้วยการไม่ใส่อะไรไว้ข้างในเลย ไฟบนเวทีสะท้อนกับผ้า ทำให้พวกเขาดูเปล่งประกายมากขึ้นไปอีกทันทีที่ดนตรีเริ่มขึ้น เพลงนี้ใช้เอฟเฟกต์ออโต้จูนเป็นหลักผสมผสานกับท่าเต้นร่วมสมัย เป็นคอมโบที่คาดไม่ถึงจริงๆ แต่ถือว่าเวิร์ก
สิ่งที่ฉันเห็นมาตลอดคือความธรรมชาติในการเปลี่ยนโหมดของ Travis Japan เมื่อกี้ยังเต้นฮิปฮอป เพลงแจ๊สๆ และบัลลาดหวานซึ้งอยู่เลย จู่ๆ ก็ไหลมาสไตล์คอนเทมโพรารีได้อย่างแนบเนียน การสลับสับเปลี่ยนสไตล์จากฮิปฮอปไปแจ๊ส แล้วก็ไปคอนเทมโพรารีแบบไม่สะดุดนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของวง ซึ่งทักษะที่รอบด้านและยืดหยุ่นสามารถเห็นได้ชัดจากช่วงนี้ของคอนเสิร์ต
จุดไคลแม็กซ์ของเพลงมาถึงตรงท่อนโชว์พลังเสียงของ Genta กับประโยค “’Cause I am in need!” เสียงที่ทรงพลังของเขาทะลุผ่านเอฟเฟกต์ออโต้จูนและดังกึกก้องไปทั่วฮอลล์ ชวนให้รู้สึกขนลุกไปตามๆ กัน เป็นช่วงพีคที่ไม่ได้โชว์แค่การเต้นอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพลังเสียงที่แข็งแรงอีกด้วย ก่อนไฟจะค่อยๆ ดับลง ท่อนบนของทุกคนก็ไม่มีเสื้ออยู่แล้ว แต่พอมีม่านบางๆ กั้นอยู่ เลยทำให้รู้สึกใกล้ชิดแบบพอเหมาะ เป็นโชว์ที่งมงามมากจริงๆ (และแน่นอนว่าทีมคนดูอย่างเราก็กรี๊ดแตก)
เดบิวต์ Torakko Overseas!
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน Avalon ผู้จัดงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทิ้งคำใบ้เกี่ยวกับ “Torakko” ไว้ในแอคออฟฟิเชียล แต่ถึงจะแบบนั้นฉันก็เชื่อไม่ลงหรอก จนกระทั่งถึงโมเมนต์ที่พยัคฆ์ขาวทยอยปรากฏตัวออกมาทีละคน
สำหรับใครที่ไม่รู้ Torakko คือรถรางที่ Travis Japan ใช้วิ่งไปรอบๆ ฮอลล์เพื่อให้ใกล้ชิดแฟนๆ มากขึ้น ชื่อ Torakko เป็นการเล่นคำในภาษาญี่ปุ่น torokko (รถราง) โดยเปลี่ยนเป็น tora (เสือ) ตามดีไซน์ตัวรถที่เป็นรูปเสือ เสือเป็นสัญลักาณ์ที่ผูกโยงกับ Travis Japan เพราะชื่อ Travis (หรือ Toravisu หากออกเสียงตามแบบภาษาญี่ปุ่น) มีคำว่า tora ที่แปลว่า “เสือ” อยู่ในนั้นด้วย
Travis Japan ใช้รถราง Torakko มาตั้งแต่คอนเสิร์ตเดบิวต์ แต่นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาพกมาโชว์ที่ต่างประเทศด้วย ฉันเนี่ยมีความสุขที่สุดในโลกเลยล่ะ ก่อนหน้านี้เคยเห็นแต่ในแผ่น DVD พอได้มาเห็นของจริงแล้วรู้สึกเหมือนฝันไปเลย ของจริงน่ารักและดูแข็งแรงกว่าที่คิดอีกแฮะ
รถราง Torakko มีการอัปเดตดีไซน์ทุกปี เหมือนตัวละครในเกมที่ได้สกินใหม่เลย ครั้งนี้เสือของเรามีการเพนต์สีเป็นสีขาวลายดำ เข้ากับความเป็นพยัคฆ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Travis Japan มาตั้งแต่เดบิวต์ จริงๆ เอาแค่ไอเดียในการใช้ Torakko วิ่งไปรอบฮอลล์นี่ก็เท่มากอยู่แล้ว การตั้งชื่อและสร้างคาแรกเตอร์ให้อีกเนี่ย ยิ่งทำให้รถรางธรรมดาๆ กลายเป็นของที่น่าสนใจและมีคุณค่ามากขึ้นอีกหลายเท่า
Travis Japan สร้างมาสคอตสุดที่รักของตัวเอง
“DRIVIN’ ME CRAZY” เป็นเพลงที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในเซ็ตลิสต์เวิลด์ทัวร์ของ Travis Japan และเป็นเพลงที่เปลี่ยนจังหวะให้คอนเสิร์ตรู้สึกสดชื่นขึ้น ก่อนเพลงจะเริ่ม เมมเบอร์ก็กลับขึ้นเวทีมาในลุคชิลๆ ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ทำให้บรรยากาศรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา
เมมเบอร์แต่ละคนกระโดดขึ้น Torakko ของตัวเองแล้วไปรอบๆ ฮอลล์เพื่อเข้าไปใกล้ชิดคนดูมากขึ้น แฟนๆ ต่างโบกเพนไลต์และเต้นตาม พร้อมตะโกนเรียกชื่อเมมเบอร์ ขณะที่ Travis Japan ยิ้มตอบ โบกมือกลับ และแจกแฟนเซอร์วิสเล็กน้อยตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นการชี้นิ้ว ทักทาย โยนหัวใจ และสบตาในทุกจังหวะ
ชุดสบายๆ กับจังหวะเพลงที่สนุกสนาน ประกอบกับรอยยิ้มที่จริงใจของเมมเบอร์ช่วยสร้างบรรยากาศให้สดใสและผ่อนคลายไปทั่วฮอลล์ ทุกคนในที่นี้รู้สึกเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน มันดีมากจริงๆ ที่ได้เห็นพวกเขาใกล้ๆ แบบนี้
ปีที่แล้วก็ไปเจอพวกเขามาเหมือนกัน แต่วันนี้คือรู้สึกได้อีกแล้วว่าถ้าบนหน้าจอหล่อขนาดไหน ตัวจริงคือเปล่งประกายมากกว่านั้นหลายเท่า แค่ยิ้มก็ทำให้สดใสกันไปได้ทั้งฮอลล์ รวมถึงแววตาที่มองมาทางแฟนๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน เมื่อแต่ละคนเคลื่อนผ่านโซนที่นั่งของเรา ฉันก็รู้สึกอิ่มเอมไปทั้งใจ ดีใจมากที่ได้มีโอกาสกลับมาดูพวกเขาอีกครั้ง
สำหรับเพลง “Dance With Me ~Lesson1~,” เมมเบอร์ย้ายไปทางฝั่งท้ายสุดของฮอลล์ ใกล้กับแฟนๆ โซนนั้นแบบสุดๆ จากนั้นเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น ทั้งเจ็ดคนที่อยู่รอบเวทีก็ขึ้นมารวมตัวกันที่ตรงกลาง ให้ความรู้สึกเหมือนสัญญาณที่บอกว่าคาบเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ได้เวลาเรียนเต้นกับอาจารย์ Travis Japan แล้ว!
“Dance With Me ~Lesson1~” เปิดมาด้วยบรรยากาศคลาสสอนเต้น โดยมี Chaka เป็นคนนำ เขาเดินวนไปรอบๆ ด้วยพลังที่สดใสและพราวเสน่ห์ คอยแก้ฟอร์มเต้นให้กับเมมเบอร์แต่ละคนเหมือนครูสอนเต้นมาเอง จากนั้นเขาทักทายทุกคนด้วยคำว่า “สวัสดีครับ!” เป็นภาษาไทย ลูกเล่นเล็กๆ ที่ทำให้คนดูทั้งฮอลล์ส่งเสียงเชียร์และยิ้มไม่หยุด
ท่าเต้นไม่ซับซ้อน สามารถเต้นตามได้ง่ายๆ เหมือนกับว่า Travis Japan คิดมาแล้วเพราะอยากให้ทุกคนได้สนุกกับคลาสเต้นครั้งนี้ ในท่อนฮุคที่ร้องว่า “Dance with me, come on dance with me,” คนทั้งฮอลล์ก็ขยับตัวเต้นอย่างพร้อมเพรียงและโบกมือในจังหวะเดียวกัน
เป็นเพลงที่อบอุ่นและชวนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม ทั้งน่ารัก สดใส และเต็มไปด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของวง รู้สึกได้เลยว่าพวกเขาสนุกกับการเล่นกับคนดูมากแค่ไหน จากการเปิดคลาสสอนเต้นกับคนทั้งคอนเสิร์ต
หลังคลาสสอนเต้นจบลง เมมเบอร์ Travis Japan ก็กระโดดกลับขึ้น Torakko ขับไปตามเส้นทางของตัวเองจากทุกมุมฮอลล์ เพื่อให้แฟนๆ ทุกโซนได้เห็นใกล้ๆ ได้เห็น Torakko เคลื่อนที่ผ่านใกล้ๆ แล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก เมมเบอร์แต่ละคนต่างโบกมือและยิ้มกว้างให้ ขณะเดียวกันอินโทรเพลง “Underdogs” ก็เริ่มดังขึ้น
“Underdogs” ที่โปรดิวซ์โดย Noel เป็นเพลงที่ฟีลดีเอนเนอร์จี้เต็มร้อยมาก มีจังหวะสนุกๆ และเนื้อเพลงที่คอยให้กำลังใจ เมมเบอร์เริ่มโบกผ้าขนหนูเฉดม่วงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ Travis Japan 2025 VIIsual Tour โดยเฉพาะ เมื่อถึงท่อนฮุค พวกเขาก็หมุนผ้าขนหนูเหนือศีรษะอย่างพร้อมเพรียงจนทั้งฮอลล์กลายเป็นคลื่นสีม่วง
พวกเขาเรียกให้แฟนๆ ร่วมสนุกไปด้วยกันด้วยการโบกผ้าขนหนูทัวร์หรืออะไรก็ได้ที่มี ทันใดนั้น ทั้งฮอลล์ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ทั้งผ้าขนหนู เพนไลต์ และมือของผู้ชมขยับเป็นจังหวะเดียวกัน กลายเป็นทะเลคลื่นใหญ่ที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน พลังตรงนั้นส่งต่อถึงกันได้จริงๆ รู้สึกเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของโชว์ครั้งนี้ด้วย ไม่ใช่แค่คนดูอย่างเดียว
นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Travis Japan พิเศษไม่เหมือนใคร พวกเขามักจะหาวิธีเล่นสนุกกับแฟนๆ เพื่อให้เรารู้สึกเหมือนได้เต้นอยู่กับพวกเขา ไม่ใช่แค่คนที่ดูอยู่ห่างๆ “Underdogs” เลยกลายเป็นเหมือนงานฉลองที่เราได้มาอยู่ร่วมกัน เป็นโชว์ที่ทำให้ทุกคนยิ้มและโบกมือส่งท้ายอย่างมีความสุข
พอ Travis Japan กลับขึ้นสู่เวทีหลัก ความสนุกของ “Underdogs” ก็ไหลต่อไปเข้าเพลง “Would You Like One?” ซึ่งเป็นเพลงที่อัดแน่นด้วยความขี้เล่นและเสน่ห์ที่น่าหลงใหล
เวทีกลายเป็นสนามเด็กเล่นธีมสัตว์ที่แสนคึกคักในทันที ท่าเต้นสอดแทรกกิมมิกสัตว์เล็กๆ ไว้ตลอด ทั้งท่ากระโดดเบาๆ การทำท่าอุ๋ง และการโพสต์ท่าน่ารักๆ ที่ตรงตามคอนเซปต์ของเพลง แสงไฟเปลี่ยนเป็นโทนสว่างสดใส หน้าจอด้านหลังขึ้นลวดลายสัตว์ที่ขยับตามจังหวะเพลง ทำให้บรรยากาศบนเวทีครั้งนี้ดูมีชีวิตชีวาและน่าเอ็นดูสุดๆ
แฟนๆ ช่วยกันเติมไฟด้วยแฟนคอลที่ซ้อมกันมา ตะโกนชื่อของเมมเบอร์ทุกคนในท่อนฮุคได้อย่างเป๊ะมาก เป๊ะจนขนลุก ทั้งการเต้นที่ใช้แรงเต็มร้อย เวทีที่สีสันสดใส และเสียงตอบรับจากคนดู ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ให้ความรู้สึกคึกคักและอบอุ่นกำลังดี เป็นเสน่ห์แบบ “Travis Japan” ที่ทำให้ทุกคนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ในช่วงท้ายของเพลง Umi กวักมือเรียกให้เมมเบอร์วิ่งกลับมาที่เวทีหลัก ทุกคนทำหน้าดูงงๆ นิดหน่อยแต่ก็วิ่งตามไป แล้ว Umi ก็เซอร์ไพรส์พวกเขาด้วยกล้องที่กลางเวที ทุกคนรีบโพสท่าในเสี้ยววินาที กลายเป็นรูปน่ารักหนึ่งช็อตแบบเผลอๆ
“Would You Like One?” เป็นเพลงที่ใช้ปิดช่วงสนุกๆ ของโชว์พาร์ตนี้ได้อย่างลงตัว ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วง MC ที่หนุ่มๆ จะได้พักหายใจกันบ้าง จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ แบ่งปันความคิด ความรู้สึก และเสียงหัวเราะกับคนดูอย่างเป็นกันเอง

ต่อไปเป็นช่วง MC ทุกคนเดินกลับมาที่เวทีหลักอีกครั้ง Umi เป็นคนเปิดด้วยกันตะโกนว่า “สนุกกันมั้ยทุกคน??” พอพูดจบทั้งฮอลล์ก็ระเบิดเสียงเชียร์ พร้อมตอบกลับแบบพร้อมใจว่า “Yeah!!!” จากนั้นเขาชวนเมมเบอร์พูดต่อ “มาเต้นไปด้วยกันนะ วีอาร์!!” คนดูพูดต่อ “Travis Japan!!!”
Shime ที่ดูเหมือนจะอึ้งกับภาพตรงหน้า พูดเสริมขึ้นมาว่า “ฮอลล์ที่นี่ใหญ่มากเลยนะ” ทาง Noel ก็หันมากล่าวขอบคุณแฟนๆ ด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณที่ซื้อบัตรกันจนขายหมดนะครับ!” ตามด้วยคำขอบคุณตามมาอีกมากมาย
Umi เล่าว่าเขามาที่ไทยครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่แล้ว จากนั้น Machu ก็ยิ้มกว้างแล้วพูดต่อว่า “เรารักที่นี่มากเลย”
ฉันรู้สึกได้จริงๆ ว่าพวกเขาดีใจที่ได้กลับมาที่นี่
จากนั้นพวกเขาชวนให้เราทุกคนนั่งลงพักไปด้วยกัน ระหว่างที่แต่ละคนดื่มน้ำจากขวด TJ ดีไซน์พิเศษของตัวเอง (ที่ตอนนี้มีขายอยู่ด้วย) Genta ก็ถามขึ้นมาว่า “ถ้าจะชวนชนแก้ว ภาษาไทยพูดยังไงครับ?” เมมเบอร์คนอื่นๆ เอนตัวเข้ามาตั้งใจฟังเสียงแฟนๆ ที่ตะโกนตอบจากทั่วทั้งฮอลล์
ภาษาไทยอาจจะพูดยาก Noel เลยเสนอว่างั้นขอชนแก้วเป็นภาษาญี่ปุ่นแทนละกัน โดยใช้ Chaka เป็นคนนำ ตรงนี้เป็นมุกวงในระหว่าง Travis Japan กับแฟนๆ อยู่แล้วว่า Chaka ชอบพูดสาธยายยาวเหยียดก่อนชนแก้ว ยาวจนเราต้องวางขวดลงก่อนเพื่อรอให้เขาพูดให้จบก่อน ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เขาพูดยาวมาก แต่ก็มีความหมายและตลกไปพร้อมกัน หลังจากนั้นเขาก็ทำท่าเขินๆ แล้วบอกให้พวกเราหยิบขวดขึ้นมาอีกรอบ (บางคนยกเพนไลต์ขึ้นมาแทน) แล้วปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า “…เอาล่ะ เชียร์ส!”
ทั้งฮอลล์ระเบิดเสียง “เชียร์ส!” อย่างพร้อมเพรียงด้วยความสุข
จากนั้น Noel ก็บอกว่า “ขอไปถามภาษาไทยกับล่ามทีหลังนะครับ ไว้เดี๋ยวถ่ายแล้วโพสลงไอจี Travis Japan เลย” แล้วหลังจากคอนเสิร์ตจบไม่นาน พวกเขาก็ชนแก้วเป็นภาษาไทยเรียบร้อยบนแอคออฟฟิเชียล! เป็นคนที่ใส่ใจจริงๆ
หลังจากนั้น เมมเบอร์ก็บอกว่าอยากถ่ายคลิปสั้นๆ ลงโซเชียล เลยชวนทุกคนทำแฟนคอลท่อน “Would you like one?” พวกเขาซ้อมเสียงไปพร้อมกัน แล้วเสียงของคนนับพันก็ดังก้องไปทั่วฮอลล์ สนุกมากเลย
Genta หัวเราะแล้วพูดเป็นภาษาไทยว่าสิ่งที่ทุกคนทำมัน “น่ารักไม่ไหว!” แฟนๆ ได้ยินแบบนั้นก็กรี๊ดดังสนั่น ส่วน Shizu ก็เล่าอย่างภูมิใจว่าเขาเรียนประโยคภาษาไทยที่ต้องใช้มา เช่น “ห้องน้ำอยู่ไหน?” ทำเอาทั้งฮอลล์หัวเราะออกมาพร้อมกันเลย จากนั้น Shime ก็พูดต่อ “จะหยุดน่ารักกี่โมง” ยิ่งทำให้เสียงกรี๊ดดังขึ้นไปอีก ขณะที่ Machu พูดหวานๆ ปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า “คุณคือดาวของผม”
ความพยายามของเมมเบอร์แต่ละคนที่ตั้งใจพูดภาษาไทยมันน่ารักมาก รู้สึกได้เลยว่าพวกเขาแคร์และอยากสื่อสารกับแฟนๆ จริงๆ ช่วงนี้ทั้งช่วงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความอบอุ่น และความใกล้ชิดแบบพิเศษที่ทำให้คอนเสิร์ต Travis Japan มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร
พวกเขาปิดท้าย MC ด้วยการถ่ายรูปกับพวกเราแฟนๆ ที่อยู่ด้านหลัง ทุกคนยกอุจิวะสีสันสดใสขึ้นมาพร้อมยิ้มให้กล้อง “รูปนี้เดี๋ยวลงไอจีของพวกเรานะครับ!” Machu ประกาศด้วยน้ำเสียงดีใจ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “คอยดูได้เลย!”
หลังช่วง MC จบ Shizu ก็ปลุกเสียงเชียร์ขึ้นมาแล้วประกาศว่าจะร้องเพลง “HBD! “ทำเอาฉันดีใจมากๆ เพราะนี่เป็นเพลงที่ Shizu โปรดิวซ์เอง และกลายเป็นเพลงพิเศษสำหรับทั้ง Travis Japan และแฟนๆ ไปแล้ว ตั้งแต่ที่ปล่อยเพลงนี้ออกมา “HBD” เป็นเหมือนเพลงขาประจำที่ใช้เวลาฉลองวันเกิด ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดของเมมเบอร์ หรือวันเกิดของพวกเราเองก็ตาม
ฉันชอบไอเดียนี้มาตลอด รู้สึกว่า “HBD” มีแววจะกลายเป็นเพลงที่หยิบมาใช้ได้ในทุกโอกาสการฉลองวันเกิด ไม่ใช่แค่เพลงที่ฟังดูน่ารักอย่างเดียว แต่ยังมีความละมุนๆ ออกโรแมนติกเบาๆ ซ่อนอยู่ ทำให้ฟังแล้วรู้สึกใกล้ชิดและอบอุ่นมากขึ้นไปอีก เลยกลายเป็นเพลงที่เหมาะจะมอบให้คนพิเศษจริงๆ
หนึ่งในเสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของ “HBD” คือการทำมือที่ทุกคนทำตามได้ง่ายมาก พอถึงท่อนฮุค แฟนๆ ก็ยกมือทำท่าพร้อมกับ Travis Japan จนทั้งฮอลล์กลายเป็นเหมือนทะเลแห่งมือที่ขยับตามจังหวะเดียวกัน บรรยากาศตอนนั้นเป็นเหมือนงานฉลองที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
จากนั้น Shizu ก็เตือนความจำเราว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นวันเกิดของ Chaka แน่นอนว่าทุกคนต้องได้ฉลองไปด้วยกัน! เมมเบอร์ชี้ไปที่เขาด้วยความเอ็นดู และแฟนๆ ก็ส่งเสียงเชียร์ดังลั่น รอยยิ้มเขินๆ ของ Chaka ตอนทุกคนช่วยกันฉลองเป็นโมเมนต์ที่น่ารักและอบอุ่น เป็นการฉลองที่น่าจดจำมากๆ

ระหว่างที่ร้องเพลง “HBD” เมมเบอร์ค่อยๆ เดินกลับมารวมกันที่กลางเวที ท่ามกลางการคุยหยอกล้อกับแฟนๆ และการฉลองวันเกิดให้ Chaka พวกเขาก็เริ่มจัดเก้าอี้เจ็ดตัวเรียงบนเวที ทุกอย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติ พอเพลง “HBD” จบลง ทุกคนก็นั่งประจำที่เรียบร้อย พร้อมสำหรับเพลงถัดไป
จากนั้นพวกเขาก็เริ่มแสดงเพลงที่เป็นหนึ่งในเพลงสุดที่รักของแฟนๆ Travis Japan อย่าง “Okie Dokie!” เพลงนี้เป็นเพลงพลังบวก ทุกครั้งที่เปิดฟังก็รู้สึกได้เลยว่าความกังวลต่างๆ หายไปโดยปลิดทิ้ง ปกติแล้ว “Okie Dokie!” เป็นเพลงสดใสจังหวะป๊อปปี้ แต่สำหรับเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้ พวกเขาเตรียมเวอร์ชันอะคูสติกพิเศษมา
พอได้ยินเวอร์ชันนี้แล้วมันให้ความรู้สึกที่สดใหม่และโดนใจมาก ฮาร์โมนีที่สวยงามกับน้ำเสียงที่ออกมาจากใจทำให้เนื้อเพลงเด่นขึ้นมาในแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เพลงที่เคยเป็นเพลงสนุกๆ สดใส ตอนนี้กลายเป็นความอบอุ่นและจริงใจ เรียกได้ว่าเป็นมุมใหม่ที่ทั้งละมุนและทรงพลังไปพร้อมกัน
เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาเข้าใจและรักเพลงนี้จริงๆ แค่ไหน ถึงได้เลือกหยิบเพลงที่คุ้นเคยกันอย่างดีมาเติมลมหายใจใหม่ โดยที่ยังรักษาแก่นแท้ดั้งเดิมและถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม “Okie Dokie! -Acoustic ver.-” กลายเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบแต่ทรงพลังในคอนเสิร์ต สร้างความสบายใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ให้กับคนทั้งฮอลล์
“Say I Do” เป็นเพลงที่ทำขึ้นมาสำหรับเรื่อง Honno Switch ที Chaka รับบทนำ พอเพลงเริ่มขึ้น Chaka ก็เล่นบทคิวปิดแบบขี้เล่นสุดๆ เขายิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ แล้วทำท่ายิงธนูใส่เมมเบอร์คนอื่นๆ แต่ละคนก็รับมุกด้วยท่าทางที่น่ารักเกินต้าน ทั้งยิ้มเขินๆ ไปจนถึงการโพสท่ากวนๆ เหมือนโดนศรรักปักใจ
ตลอดทั้งเพลง เมมเบอร์มองตากันด้วยสายตาหวานๆ พร้อมรอยยิ้มมีความสุข ยิ่งทำให้ภาพตรงนั้นเข้ากับเมโลดี้นุ่มละมุน กับเนื้อเพลงแสนโรแมนติกที่พูดถึงรักบริสุทธิ์ได้พอดี
ตลอดทั้งเพลง พวกเขาผลัดกันนั่งและลุกเดินไปรอบๆ เก้าอี้และคอยหยอกย้อกันอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับผสานท่าเต้นให้เข้ากับเนื้อเพลงได้อย่างลื่นไหลสุดๆ สีหน้าและการเคลื่อนไหวนี่คือดีมาก มันทำให้การแสดงเปล่งประกายไปด้วยความอบอุ่น จนทำให้เพลง “Say I Do” ให้ฟีลเหมือนนิทานน่ารักๆ เรื่องหนึ่งที่ถูกเอามาแสดงบนเวที
ไฟบนเวทีค่อยๆ ดับลง แสงสีน้ำเงินฉายทั่วเวที เปลี่ยนบรรยากาศที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็นโทนเย็นชวนฝันเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง Machu เปิดเพลง “Fireflies” ด้วยแรปอะคาเปลล่า เสียงของเขาก้องชัดไปทั่วฮอลล์ ดึงสายตาและโฟกัสของทุกคนได้ทันที นี่เป็นอีกหนึ่งพาร์ตของคอนเสิร์ตที่ฉันตั้งตารอมากๆ เหมือนกัน เพราะเพลงนี้ที่เอามาเรียบเรียงใหม่พอฟังสดแล้วดีมาก พอเขาร้องจบพาร์ตของตัวเอง บีตก็เข้ามาเต็มๆ เมมเบอร์คนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามาร่วมเต้น ตอนนี้พวกเขาทุกคนอยู่บนเวทีหลักกันหมดแล้ว
เพลงนี้มีท่าเต้นที่ซับซ้อน รายละเอียดเยอะมาก เป็นเหมือนภาพสะท้อนความสามารถของ Chaka ในฐานะโปรดิวเซอร์และลีดเดอร์ของ Travis Japan เขาเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะและแพสชันเรื่องการเต้น Chaka รังสรรค์การแสดงที่ทำให้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของวงกับเทคนิคที่แพรวพราว ทุกเสต็ปไหลต่อกันแบบไม่สะดุด ภาพบนเวทีที่ออกมาทำให้ชวนเคลิ้มตาม นี่แหละคือความงดงามและความแข็งแกร่งที่เป็นตัวตนของ Travis Japan
TJ Remix
ไฟหรี่ลงอีกครั้งและ Travis Japan หายไปหลังเวที ทันใดนั้นเองที่หน้าจอก็ปรากฏภาพกะโหลกพูดได้ที่ชื่อ TJ 2025 ใส่แว่นดำและมีขอบสีนีออน น้องคอยเอนเตอร์เทนเราด้วยการพูดอะไรตลกๆ เพื่อให้เราไม่เบื่อและได้หัวเราะระหว่างที่รอ
ผ่านไปไม่นาน Travis Japan ก็กลับมาที่เวทีอีกครั้ง ครั้งนี้มีพี่ๆ แดนเซอร์มาด้วย โชว์นำโดยยูนิต Triple Kaito, ที่ประกอบด้วย Chaka—(Miyachika) Kaito, Umi—(Nakamura) Kaito และ Machu—(Matsukura) Kaito เพราะแบบนี้เลยได้ชื่อว่า Triple Kaito ตามมาด้วยยูนิต Strawberry Milk, ที่ประกอบด้วยคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ชื่อ Kaito (ขำ) พร้อมกับทีมแดนเซอร์จากประเทศไทย D Maniac Studio และ Bloc D. แต่ละกรุ๊ปโชว์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และในที่สุดทุกคนก็มารวมตัวกันในการคอลแลปกันครั้งใหญ่สำหรับ TJ Remix
ทั้งเวทีเปลี่ยนเป็นปาร์ตี้เต็มรูปแบบ ทั้งไฟกระพริบ บีตมันๆ ที่กระแทกไม่หยุด และทุกคนบนเวทีก็ปล่อยอารมณ์เต็มที่ รู้สึกเลยว่า Travis Japan กับแดนเซอร์กำลังสนุกกันมากแค่ไหน ในช่วงท้าย แดนเซอร์แต่ละกรุ๊ปก็ผลัดกันพูดสั้นๆ แบ่งปันความดีใจและกล่าวขอบคุณ นี่ไม่ใช่แค่พาร์ตที่มันและเร้าใจ แต่เป็นโมเมนต์อบอุ่นที่โชว์การทำงานเป็นทีม การเชื่อมโยงถึงกัน และแพสชันที่ทุกคนมีให้กับการเต้น
แม้ความคึกคักของ TJ Remix จะจบลงแล้ว แต่ธีมการเต้นก็ยังไปต่อในเพลงต่อไปอย่าง “Thrill” ซึ่งเป็นผลงานที่ Shime โปรดิวซ์ เพลงนี้เด่นที่เนื้อหาเย้ายวนและท่าเต้นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ชุดคอสตูมดำตัดทองที่ทำให้พวกเขาดูมั่นใจและน่าค้นหา สีหน้าแววตาเชื้อชวน ราวกับกำลังหลอกล่อให้เราหลงหัวปักหัวปำ
ทุกการเคลื่อนไหวดูลื่นไหล เข้ากับจังหวะที่นุ่มลึกของเพลงได้อย่างพอดี ท่าเต้นถ่ายทอดความหมายจากเนื้อเพลงออกมาอย่างชัดเจน ราวกับกำลังดูหนังดีๆ สักเรื่อง โดยมีความเข้มข้นและความงดงามอยู่ในทุกจังหวะ เราทุกคนกรี๊ดดังสนั่น โดยเฉพาะในช่วงที่ท่าเต้นมีความดุดันมากขึ้น
เป็นเพลงต่อจาก TJ Remix ที่ลงตัวมาก รักษาความมันไว้ได้ต่อเนื่อง พร้อมเผยให้เห็นอีกมุมที่ดูโตขึ้นของ Travis Japan และเมื่อโน้ตสุดท้ายของ “Thrill” เลือนหายไป ในตอนนี้ก็เป็นเหมือนช่วงท้ายของเพลงสายเต้นแล้ว เปิดทางไปสู่การแสดงที่จะพาเราเข้าไปสู่โลกอีกใบอย่างเต็มตัว
ไฟในฮอลล์ดับลงอีกครั้ง เสียงฟ้าร้องดั่งสนั่นที่สะท้อนไปทั่วธันเดอร์โดม จากนั้นเสียงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นดั้งเดิมก็ค่อยๆ แทรกเข้ามา เปลี่ยนมู้ดไปแบบลิบลับ ให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปยังโลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ทรงพลัง และเป็นการให้ความเคารพต่อเสียงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นดั้งเดิม
ท่ามกลางความมืด Travis Japan ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งในชุดคลุมสีดำสนิท แสงไฟสลัวจนมองเห็นพวกเขาก้าวขึ้นมาบนเวทีแบบลางๆ จากนั้นไฟ LED ที่ตกแต่งอยู่บนชุดคลุมก็ค่อยๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของวิกสีขาว “คัตสึระ” วิกดั้งเดิมที่นักแสดงคาบุกิใช้ ภาพที่เห็นดูสะดุดตาและสง่างาม ผสมผสานความดั้งเดิมกับความโมเดิร์นตามแบบฉบับของ Travis Japan อย่างแท้จริง ด้านหลังของพวกเขาเป็นวิดีโอที่ฉายลายและดีไซน์สไตล์ญี่ปุ่นสีสันจัดจ้าน เติมความมีชีวิตชีวาได้อย่างสวยงาม
ฉันมองดูพวกเขาเริ่มเต้นไปกับเพลง “99 PERCENT -和ver.-,” ซึ่งถูกเรียบเรียงใหม่หมด นำซาวด์ป็อปต้นฉบับมาผสานกับความเป็น Wa ได้อย่างลงตัว จังหวะที่คุ้นเคยถูกตีความใหม่ผ่านเครื่องชามิเซ็น กลองไทโกะ และเสียงขลุ่ย กลายเป็นการแสดงที่ทั้งทรงพลังและละเมียดละไมในเวลาเดียวกัน การเคลื่อนไหวของพวกเขามั่นคง เฉียบคม และเต็มไปด้วยอารมณ์ ทุกก้าวเหมือนถ่ายทอดพลังจากภายในออกมา

“99 PERCENT -和ver.-” ปิดท้ายลงอย่างหนักแน่น ฉันยังโฟกัสอยู่กับการแสดงของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่ามีคนยกกลองไทโกะใบใหญ่สามใบขึ้นมาบนเวที พอรู้แบบนี้ยิ่งทำให้ตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก เพราะรู้ทันทีเลยว่าต่อจากนี้จะเป็นเพลงอะไร เพราะนี่คือ “VOLCANO -Japanese ver.-” ที่เปิดด้วยโซโลกลองไทโกะสุดทรงพลังจาก Genta
Genta ปรากฏตัวขึ้นบนเวที แต่มาแบบไม่ใส่เสื้อ ทำเอาทุกคนตกใจไปตามๆ กัน ถึงฉันอยากจะโทษอากาศร้อนก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงเขายิ่งทำให้อุณหภูมิในฮอลล์ร้อนระอุขึ้นไปอีกเมื่อก้าวออกมา เสียงกรี๊ดดังสนั่นทั้งฮอลล์ แต่พอเขาเริ่มตีกลองไทโกะ ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เขาอย่างแน่วแน่ ทุกครั้งที่ไม้กลองฟาดลงบนหน้ากลองเต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น เสียงกลองดังก้องไปทั่วฮอลล์จนเราแทบละสายตาไม่ได้เลยสักวินาทีเดียว
หลังจากนั้นไม่นาน สมาชิกคนอื่นๆ ก็กลับขึ้นมาบนเวที (ดีนะรอบนี้ทุกคนสวมเสื้อผ้ากันครบ ไม่งั้นคนทั้งฮอลล์คงอยู่ไม่สุขกันแน่ 55555) ดนตรีดังขึ้น และพวกเขาก็เข้าสู่ “VOLCANO” หนึ่งในเพลงที่ใช้พลังการเต้นมากที่สุดของ Travis Japan พวกเขามีเพลงที่ใช้เอนเนอร์จี้เยอะแบบนี้หลายเพลง แต่ “VOLCANO” โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยท่าเต้นที่ระเบิดพลัง ตอนท่อนฮุค เมมเบอร์กระโดดตัวลอยขึ้นไปให้สูงที่สถด พร้อมกางแขนออกกว้างๆ ราวกับกำลังจะทะยานขึ้นบิน
ฉันดู “VOLCANO” ด้วยความประทับใจ เอนเนอร์จี้และความพร้อมเพรียงของทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนบนเวที เป็นโชว์ร้อนแรงที่ดึงดูดสายตาให้โฟกัสอยู่ตลอดจนจบ
วิดีโอคั่น
หลังจากเพลง “VOLCANO” จบลง ตอนนี้คือทุกคนแทบจะหมดแรงกันหมดแล้ว และเมมเบอร์คงจะรู้สึกได้เหมือนกัน เพราะหลังจากนี้มีวิดีโอคั่นเวลาฉายขึ้นบนจอยักษ์ ในคลิปนี้เมมเบอร์แต่งตัวใส่สูทดำนั่งอยู่รอบโต๊ะโป๊กเกอร์
วิดีโอนี้ทำเอาฉันนึกถึงคลิปคอมเมนทารีโบนัสจากคอนเสิร์ต VIIsual DVD ที่ปล่อยออกมาหลังจบตัวที่ญี่ปุ่น ตอนนี้ก็ยังมีขายอยู่นะ พวกเขาเล่าว่าจริงๆ แล้วทุกคนเป็นมือใหม่กับการเล่นโป๊กเกอร์ ยกเว้น Noel ที่พอจะเล่นเป็นอยู่คนเดียว ส่วนคนอื่นๆ แทบไม่เข้าใจกติกาเลย
พอได้รู้แบบนั้นแล้วมาดูคลิปนี้ยิ่งทำให้ตลกเข้าไปใหญ่ เพราะดูออกเลยว่าทั้งหมดนี้อาศัยการแสดงสีหน้าและท่าทางล้วนๆ ในการถ่ายทอดอารมณ์ออกมา
ถึงแบบนั้น การตัดต่อ แสงสี และการแสดงของทุกคนก็ออกมาสวยงามและมีการทรานซิชั่นอย่างลื่นไหลและมีสไตล์ เป็นตัวเปิดทางสู่การแสดงต่อไปได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้เราได้มีเวลาพักด้วย เพราะหลังจากใช้พลังไปเยอะขนาดนั้นก็ต้องขอพักกันบ้าง
พักได้ไม่นาน เมื่อวิดีโอเฟดภาพเป็นสีดำ ไฟบนเวทีก็สว่างขึ้น Travis Japan ยืนต่อแถวกันตรงเป๊ะตรงตามท่าโพสท้ายเพลงบนหน้าจอ คนดูส่งเสียงเชียร์ในทันที Chaka ตะโกนว่า “Let’s go!” เพื่อให้เวทีกลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง Travis Japan และแฟนๆ ยังคงมีแรงเหลืออยู่สินะ
โมเมนต์ที่บีทแรกของเพลง “BO$$Y” ดรอป บรรยากาศในฮอลล์ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ไม่เคยพลาดในการทำให้ทุกคนลุกขึ้นมาเต้นกันเลย ส่วนตัวแล้วนี่เป็นเพลงนัมเบอร์วันในใจจาก Travis Japan เลย ท่าเต้นมีความละเอียดอ่อนและรวดเร็วมากจนทำให้อึ้งได้เสมอว่าทำได้ยังไงหลังจากเต้นมาหลายเพลงแล้ว แต่แล้วพวกเขาก็ไม่เคยพลาดเลย
พวกเขาขยับตัวได้อย่างแม่นยำและทรงพลัง เมมเบอร์แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แถมยังมีการเปลี่ยนตำแหน่งที่ซับซ้อนระหว่างเพลง ทำให้ดูเหมือนพวกเขาค่อยๆ ขยับไปทั่วเวที ทั้งความแม่นยำ ความพร้อมเพรียง และความดุดัน เห็นแล้วอึ้งไปเลย ทั้งเพลงให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขาใส่เต็มที่ เป็นการโชว์ความแข็งแกร่งของ Travis Japan ในฐานะแดนเซอร์และเพอร์ฟอร์เมอร์
แม้หลายเพลงที่ใช้พลังงานมหาศาลจะผ่านไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังโชว์ “BO$$Y” ด้วยสปิริตที่ไม่ย่อท้อ มีพลังหนักแน่นที่กระทึ่มไปทั้งฮอลล์ เป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าทำไมถึงรักวงนี้นักในตอนแรก
ทันทีที่เพลงจบ เมมเบอร์ทุกคนกล่าวขอบคุณพวกเราอย่างอบอุ่น และ Chaka ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงว่า “This is our show from Japan!!!” ในช่วงเวลานั้นฉันรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจในผลงานที่เมมเบอร์ตั้งใจมอบให้เรา เป็นโมเมนต์ที่น่าประทับใจและรู้สึกตื้นตันจนต้องส่งเสียงเชียร์ออกมา
ในทุกเพลง พวกเขาทำฉากได้สวยและทำให้รู้สึกหลากอารมณ์จนไม่สามารถอธิบายออกมาได้เป็นคำพูด เป็นประสบการณ์ที่ต้องมาดูสดเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
พวกเขาเป็นวงที่ภาคภูมิใจในต้นกำเนิดของตัวเอง แต่ก็ยังอยากส่งต่อพลังกับความรักที่มีให้แฟนๆ ทั่วโลกได้รู้สึกภาคภูมิใจกับพวกเขาไปด้วย ทุกเพลงในเซตถ่ายทอดออกมาด้วยความตั้งใจและความรัก และเมื่อเพลง “BO$$Y” เดินทางมาถึงตอนจบ ฉันก็เผลอรู้สึกใจหวิวๆ ขึ้นมา เพราะนี่คือคอนเสิร์ตสุดท้ายของทัวร์ VIIsuaL World Tour แล้ว และเราก็ไม่รู้ว่าจะได้เห็นพวกเขาบนเวทีอีกทีเมื่อไหร่
แต่คอนเสิร์ตยังไม่จบแค่นั้น บรรยากาศในฮอลล์ตอนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นไม่หายจากโชว์ที่ทำให้ทุกอย่างไหลลื่นดีมาก เวลาผ่านไปไวเกินจนไม่มีใครอยากให้จบเลย พวกเราเลยเริ่มตะโกน “TORAJA! TORAJA!” เพื่อเรียกให้พวกเขากลับมาที่เวทีอีกครั้ง
ENCORE
ทันทีที่อินโทรดังขึ้น ฉันรู้เลยว่าเพลงต่อไปคือ “My Dreamy Hollywood” เพลงนี้มีความหมายลึกซึ้งทั้งกับ Travis Japan และกับแฟนๆ เพราะนี่คือเพลงแรกที่ทั้งเจ็ดคนได้มาร่วมโชว์ด้วยกันในฐานะยูนิต ตั้งแต่ก่อนจะเดบิวต์อย่างเป็นทางการซะอีก เพลงนี้รวมทั้งเส้นทางและความฝันที่ทุกคนร่วมฝ่าฟันมาด้วยกัน พวกเขาตั้งใจทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่วันแรกๆ จนกระทั่งได้เดบิวต์กับค่าย Capitol Records ที่ฮอลลีวูดตามที่ฝันไว้จริงๆ
และนี่คือเพลงที่พวกเขาใช้แสดงในรายการ America’s Got Talent ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลย พอได้ฟังสดอีกรอบมันให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปที่เส้นทางนั้นอีกครั้ง ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขามาไกลและเติบโตมากขึ้นแค่ไหน โดยที่ยังไม่ทิ้งต้นกำเนิดของตัวเองไป เนื้อเพลงเองก็เป็นเหมือนพวกเขากำลังบอกเล่าความฝันของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ร้องออกไปให้คนทั้งโลกได้ยินชัดๆ
และก็แน่นอนว่าท่าตีลังกาซิกเนเจอร์ของ Noel ก็ยังเป็นไฮไลต์อีกครั้ง เขาทำมันได้แบบไม่ต้องพยายาม จนไม่ว่าจะเห็นกี่รอบก็ยังทึ่งอยู่ดี ได้ดูพวกเขาแสดง “My Dreamy Hollywood” สดๆ แล้วมันทั้งซึ้งและอบอุ่น นี่ไม่ใช่แค่โชว์ธรรมดาทั่วไป เพราะนี่คือการฉลองให้กับอดีตที่เคยฝ่าฟัน ความมุ่งมั่น และความฝันที่พวกเขายังวิ่งตามต่อไปเรื่อยๆ
ในเพลง “JUST DANCE!” พวกเขายังคงเดินวนไปรอบๆ ฮอลล์ต่อ แวะแจกแฟนเซอร์วิสแล้วก็เล่นกับคนดูในโซนที่เดินไป ผู้ชมดูตื่นเต้น ให้ฟีลเหมือนแฟนๆ ทุกคนถูกเชื่อมไว้ด้วยความสุขที่ได้รับในช่วงเวลานั้นเลย
ในระหว่างช่วงคั่นระหว่างเพลง เมมเบอร์ยกมือส่งสัญญาณให้เราเล่นไปด้วย นั่นและคือคำบอกใบ้ถึงการมาของเพลง “Piro Bun Dance”! ทันใดนั้นทั้งฮอลล์ก็ขยับตามกันหมดอย่างพร้อมเพรียง พอพวกเขาร้องนำว่า “Piro Piro Bun Bun, Piro Piro Bun Bun” แล้วปิดท้ายด้วย “Mahou!” ที่แปลว่าเวทมนตร์ ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังร่ายมนต์ให้กับคนทั้งฮอลล์จริงๆ
ในช่วงเวลานั้นทุกคนยื้มกว้างเหมือนกันทั้งเมมเบอร์และแฟนๆ บรรยากาศสนุกและเป็นกันเอง เหมือนทุกคนทั้งฮอลล์เป็นครอบครัวใหญ่ที่กำลังเต้นไปด้วยกัน เปรียบเสมือน “เวทมนตร์” ที่มีแค่ Travis Japan เท่านั้นที่ทำได้ เวทนตร์แห่งความซุกซน อบอุ่น และไม่รู้ลืม
W Encore
เหมือนโชว์จะจบลงจริงๆ แล้ว แต่ไม่มีใครอยากเดินออกไปเลย ความตื่นเต้นยังไม่หายไปไหน พวกเราพร้อมใจตะโกนเรียกเมมเบอร์อีกครั้ง เอนเนอร์จี้จากคนดูตอนนั้นหยุดไม่อยู่แล้ว ตะโกนดังสนั่นและเป็นหนึ่งเดียวกัน เต็มไปด้วยความรักที่ส่งไปบนเวที
และแล้ว Travis Japan ก็กลับมาอีกครั้ง พอขึ้นมา Chaka ก็ยิ้มกว้างแล้วถามแบบอารมณ์ดีว่า “ยังไม่อยากกลับบ้านกันเหรอ?” ทั้งฮอลล์กรี๊ดลั่นเหมือนตอบตกลงพร้อมกันหมด เขาหัวเราะพยักหน้าก่อนพูดว่า “I know, I know,” เหมือนเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาแบบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก แล้วก็มีโมเมนต์น่ารักๆ ที่เมมเบอร์หยอกเราด้วยการทำท่าเหมือนจะลงหลังเวทีถ้าไม่เชียร์ให้ดังกว่านี้ พวกเราเลยหัวเราะแล้วตะโกนเต็มที่ “YEAH!!” พยายามรั้งสุดชีวิตให้อยู่กับเรานานขึ้น
จากนั้น Noel ก็ยิ้มแล้วบอกว่าจริงๆ ยังมีอีกหนึ่งเพลงให้ แต่ก่อนจะเริ่ม เขาขอให้พวกเราช่วยส่งเสียงเชียร์ให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งฮอลล์เลยตะโกนดั่งสนั่น Chaka กระโดดเล็กน้อยพร้อมแนะนำเพลงต่อไป “Unique Tigers!!”
เพลงเริ่มต้นแบบพุ่งแรง เหมาะสำหรับการเป็น finale สำหรับค่ำคืนนี้ที่น่าจดจำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกเขาร้องและเต้นด้วยความสนุกที่ส่งไปถึงทุกมุมของอารีน่า ท่าเต้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ขี้เล่นและคำขอบคุณ เป็นโมเมนต์ที่ทำให้เราลืมทุกอย่างรอบตัวไปเลย เหลือแค่สายสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนๆ เพียงอย่างเดียว
พอเพลงจบลง พวกเขาก็มารวมตัวกันตรงกลางเวทีอีกครั้ง ยืนเรียงแถวด้วยรอยยิ้มสดใส บอกเราว่าเพื่อเป็นการขอบคุณ ทุกคนจะตะโกนคำว่า “อาริกาโตะ” (ขอบคุณ) พร้อมกัน แล้วอยากให้พวกเราตอบกลับว่า “โดอิตาชิมาชิเตะ” (ด้วยความยินดี) เป็นธรรมเนียมน่ารักๆ ที่อบอุ่นมากระหว่าง Travis Japan กับแฟนๆ ซึ่งทุกครั้งที่ได้ทำมันทำให้รู้สึกตื้นตันเสมอ พอได้เห็นพวกเขาขอบคุณเราด้วยความจริงใจขนาดนั้นแบบไม่ใช้ไมค์ ก็อดคิดไม่ได้เลยว่าจริงๆ แล้วพวกเราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณสำหรับค่ำคืนที่ดีขนาดนี้
ตอนที่พวกเขาโบกมือแล้วค่อยๆ เดินลงหลังเวที บรรยากาศในฮอลล์ก็เต็มไปด้วยเสียง “Thank you” นับไม่ถ้วน และคำสัญญาว่าจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง พอใกล้จะลับตา Noel หันไปหา Umi แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “Thank you Umi!” เป็นการขอบคุณที่ทั้งซึ้งและน่ารักในฐานะโปรดิวเซอร์หลักของทัวร์ครั้งนี้
Umi ยิ้ม ดูแล้วเห็นได้ชัดว่ากำลังซึ้ง โค้งคำนับคนดูแบบก้มหัวลงลึกมาก พอได้เห็นเขาโล่งใจและภูมิใจที่ทัวร์จบลงอย่างสวยงาม พวกเราคนดูจึงปรบมือและส่งเสียงเชียร์ให้ดังขึ้นไปอีก เขาสร้างสิ่งที่น่าภูมิใจจริงๆ และเราเองก็อยากให้เขาได้รับรู้ถึงความรักจากพวกเราเหมือนกัน
ไฟในฮอลล์ค่อยๆ ดับลงเป็นครั้งสุดท้าย ฉันก็โดนความรู้สึกถาโถมเข้าอย่างเต็มๆ คืนนั้นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเลย แต่เอาจริงพอรู้ว่ามันจบแล้วก็เริ่มซึม คิดถึงพวกเขาซะแล้วสิ เป็นความรู้สึกหวานปนขมที่ทั้งอบอุ่นและเศร้าในเวลาเดียวกัน
ทุกครั้งที่ได้ดู Travis Japan แบบสดๆ มันเหมือนได้อยู่ท่ามกลางทุกสิ่งที่ฉันรักเกี่ยวกับดนตรีและการเต้น ได้จมอยู่กับความสุขที่พวกเขาส่งมาจากบนเวที การแสดงบนเวทีไม่ใช่แค่เรื่องทักษะและแพสชันอย่างเดียว แต่ยังมีความอบอุ่นและสายสัมพันธ์ที่จริงใจ โชว์ของพวกเขาเป็นมากกว่าแค่ความบันเทิง เพราะนี่คือการสร้างพื้นที่ให้พวกเราได้มาเจอกัน ที่ที่เสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความรักไหลเวียนไปมาระหว่างเมมเบอร์กับแฟนๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ช่างเป็นช่วงเวลาที่สวยงามจริงๆ ฉันเดินออกจากงานด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ ตื้นตัน และได้แรงบันดาลใจ อยากให้ทุกคนบนโลกตกหลุมนี้ตกหลุมรัก Travis Japan แบบที่เราเป็น และอยากให้พวกเขาได้ไปทัวร์ที่ใหม่ พบเจอกับแฟนๆ ที่อยากเชียร์พวกเขาจนสุดหัวใจ
อื่นๆ จาก Travis Japan
สำหรับแฟนๆ ต่างประเทศ คุณสามารถสั่งซื้ออัลบั้ม ‘‘s travelers‘ ได้แล้วที่ CD Japan!
Bundle (DVD / Blu-ray). Limited Edition T (DVD / Blu-ray), Limited Edition J (DVD / Blu-ray), and Regular edition.